บล็อกนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอน

ในรายวิชาอินเตอร์และการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้ที่ให้ความสนใจ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม



วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

10 อันดับ ดีไซน์ของเกษตรกรรมแนวตั้งแห่งอนาคต

10 อันดับ ดีไซน์ของเกษตรกรรมแนวตั้งแห่งอนาคต

       มี การคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 ร้อยละ 80 ของประชากรโลกจะอาศัยอยู่ในตัว
เมือง จำนวนผู้คนที่เพิ่มขึ้น และการสูญเสียพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองที่เคยมีอยู่อย่างเล็ก
น้อยนั้น ทำให้หลาย ๆ ประเทศเริ่มมองหาการทำเกษตรกรรมในเมืองเพื่อเป็นแหล่งอาหาร
สำหรับประชาชน แต่สภาพแวดล้อมในเมืองนั้นไม่ได้มีพื้นที่ราบกว้างใหญ่ไพศาล ดังนั้น
หนทางที่จะแก้ไขปัญหานี้ก็คือการสร้างมันขึ้นมา เกษตรกรรมแนวตั้งจึง กลายมาเป็นทาง
ออกที่เหมาะสมซึ่งนอกจากจะทำให้ทิวทัศน์ในเมืองดูดีมีชีวิต ชีวามากขึ้นแล้ว ยังสามารถ
เป็นแหล่งอาหารท้องถิ่นให้แก่ประชาชนได้อีกด้วย


ลำดับที่ 10

ตึกกระบองเพชร



ตึกกระบองเพชร

            ลอง จินตนาการดูสิว่าจะดีแค่ไหนหากคุณอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนต์หรือคอนโดแต่ ยังสามารถมีสวนผักเขียวขจีอยู่บนระเบียงอันกว้างขวาง ด้วยการออกแบบชั้นของตึกที่ลดหลั่นสลับกันไปมานี้ทำให้ผู้พักอาศัยมีพื้นที่ สีเขียวกลางแจ้งเป็นของตัวเอง ลบภาพลักษณ์เก่า ๆ เรื่องพื้นที่อันจำกัดและการห่างไกลจากธรรมชาติ เพราะตึกดีไซน์กระบองเพชรนี้จะช่วยให้เรามีโอกาสเฝ้ามองการเจริญเติบโตของ พืชอาหารที่บ้านของเราเอง


ลำดับที่ 9

ตึกแมลงปอ


ตึกแมลงปอ

              Brillian Belgian ออกแบบตึกสีเขียวนี้โดยได้แนวคิดมาจากปีกของแมลงปอ เสมือนประหนึ่งว่าเจ้าแมลงปอปีกเขียวนี้โบยบินจากท้องฟ้าลงมาสู่ รูสเวลท์ ไอส์แลนด์ นิวยอร์ก
เพื่อช่วยแก้ปัญหาช่องว่างด้านระยะทางระหว่างอาหารและผู้บริโภค โดยตึกแมลงปอนี้มี 132 ชั้น ซึ่งประกอบไปด้วยพื้นที่เกษตรกรรมต่าง ๆ ได้แก่ แปลงผัก สวนผลไม้ ฟาร์มปศุสัตว์ ฟาร์มโคนม และไร่ธัญพืช นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับห้องวิจัย สำนักงาน หรือแม้กระทั่งที่พักอาศัยอีกด้วย


ลำดับที่ 8

ฟาร์มพีระมิด



ฟาร์มพีระมิด

              หลัง จากเกิดการเคลื่อนไหวเรื่องการสนับสนุนให้ทานอาหารในท้องถิ่น และเมื่อผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับอาหารที่สดใหม่และอาหารออร์แกนิกมากขึ้น ทำให้สถาปนิกต่าง ๆ ทุ่มเทกับการออกแบบอาคารเกษตรกรรมแนวตั้งในเมืองอย่างจริงจัง รวมถึงฟาร์มพีระมิดที่ออกแบบโดย Dickson Despommier และ Eric Ellison นี้ก็สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ทั้งหมด เนื่องจากภายในพีระมิดนั้นมีการทำการเกษตรแบบครบวงจร อีกทั้งยังผลิตพลังงานภายในสำหรับใช้กับเครื่องจักรต่าง ๆ ด้วย


ลำดับที่ 7

โดมกระจก แพลนตากอน



โดมกระจก แพลนตากอน

          ภายในศตวรรษนี้ประชากรโลกส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเมือง และพื้นที่ทางการเกษตรที่เคยมีอยู่ก็จะค่อย ๆ ลดน้อยลงไป แพลนตากอน(Plantagon) จึงเป็นอีกหนึ่งงานออกแบบของสถาปนิกที่สร้างขึ้นมารับมือกับเหตุการณ์ดัง กล่าว โดยแพลนตากอนนี้อยู่ภายในตึกกระจกทรงกลม ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่เกษตรกรรมบนเกลียวขนาดใหญ่ ออกแบบโดยบริษัทร่วมทุนระหว่างสวีเดนและสหรัฐอเมริกา คาดว่าแพลนตากอนนี้จะสามารถสร้างผลผลิตได้ภายใน 3-5 ปีนี้


ลำดับที่ 6

Harvest ตึกแห่งการเก็บเกี่ยว


Harvest ตึกแห่งการเก็บเกี่ยว

           ผลงานการออกแบบที่ได้รับรางวัลจากเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ชิ้นนี้ ใช้ชื่อว่า "Harvest" โดยตั้งใจสื่อให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าอาคารที่ก่อสร้างขึ้นจะเป็นแหล่ง เจริญเติบโตของผัก ผลไม้ สมุนไพร ปลา ไก่ไข่ หรือแม้กระทั่งแกะ และแพะที่สามารถให้ผลิตภัณฑ์จากนมได้ โดยภายในอาคารจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานใต้พิภพ และพลังงานลม นอกจากนั้นยังมีซุปเปอร์มาร์เก็ตสำหรับจำหน่ายสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ ศูนย์วิจัยและการเรียนรู้ด้านเกษตรกรรม รวมถึงพื้นที่อยู่อาศัยอีกด้วย


ลำดับที่ 5

สะพานลอนดอนโฉมใหม่


สะพานลอนดอนโฉมใหม่

            เชื่อหรือไม่ว่าแนวคิดเกี่ยวกับการแปลงโฉมสะพานลอนดอน(London Bridge)ใน อนาคตนั้นที่จริงแล้วได้แรงบันดาลใจมาจากอดีต เนื่องจากในอดีตสะพานแห่งนี้เป็นที่พบปะค้าขายระหว่างพ่อค้าและประชาชน ปัจจุบันเป็นแหล่งของนักแสดงเปิดหมวก และมักสร้างความสับสนให้แก่นักท่องเที่ยวที่กำลังมองหาสะพานทาวเวอร์ บริดจ์(Tower Bridge) แต่เมื่อสถาบันสถาปนิกของอังกฤษ(the Royal Institute for British Architects) ต้องการเห็นว่าสถาปนิกต่าง ๆ สามารถใส่จินตนาการอะไรลงไปในสะพานลอนดอนได้บ้าง จึงได้ผลงานชนะเลิศออกมาเป็นฟาร์มออร์แกนิกแนวตั้งขนาดใหญ่ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ มีกังหันลม และเป็นศูนย์กลางการค้าของตลาดสด นอกจากนั้นด้วยทำเลที่ติดกับท่าเรือยังส่งผลให้สามารถดำเนินการค้าทางน้ำได้ อีกด้วย



ลำดับที่ 4

ฟาร์มแนวตั้งในดูไบ


ฟาร์มแนวตั้งในดูไบ

            ประเทศดูไบขึ้นชื่อในเรื่องการสร้างอาคารที่ประณีตสวยงาม รวมถึงแนวคิดอาคารสีเขียวแห่งนี้ที่แต่ละชั้นมีลักษณะกลมแบน ดูทันสมัย โดยพืชที่ปลูกจะได้รับความชื้นผ่านน้ำทะเลที่ถูกส่งผ่านขึ้นไปตามแกนตรงกลาง



ลำดับที่ 3

ฟาร์มลอยตัว โดย Work AC



ฟาร์มลอยตัว โดย Work AC

            ฟาร์ม แนวตั้งชิ้นนี้เกิดจากการประกวดดีไซน์บนถนน Canal Street ของ New York Magazine โดยบริษัท Work AC ได้ออกแบบให้แตกต่างกับฟาร์มแนวตั้งทั่ว ๆ ไป เนื่องจากไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดยึดติดกับตัวอาคาร ตัวโครงสร้างตั้งได้โดยอิสระ มีเพียงเสาค้ำยันไว้เท่านั้น พื้นที่ด้านล่างสุดภายใต้ฟาร์มต่าง ๆ นั้น ได้รับการจัดสรรให้เป็นตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรที่ปลูกอยู่ด้านบนนั่นเอง



ลำดับที่ 2

ตึกหุ่นยนต์


ตึกหุ่นยนต์

             แนวโน้มเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงส่งผลให้หลาย ๆ โครงการที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากไม่มีเงินมากพอที่จะทำต่อให้เสร็จ มีอยู่ไม่น้อยที่เพิ่งมีเพียงโครงร่างของตึกเท่านั้น บริษัทสถาปนิกเมืองบอสตัน Howeler and Yoon จึงตัดสินใจที่จะนำโครงร่างซากตึกเหล่านั้นมาทำให้เกิดประโยชน์ด้วยการติด ตั้ง Eco-Pods หรือแคปซูลฟาร์มสาหร่ายซึ่งสามารถผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพได้ โดยจะมีแขนกลทำหน้าที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนแต่ละ Pod เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสาหร่ายที่ปลูกจะได้รับแสงแดดอย่างทั่วถึง



ลำดับที่ 1
ตึกเก่าก็เขียวได้

ตึกเก่าก็เขียวได้

              สาเหตุ หนึ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกคัดค้านการสร้างฟาร์มเกษตรขนาดใหญ่ในเมืองก็คือ เรื่องของค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง Daekwon Park จึงเกิดแนวคิดในการใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วอย่างตึกระฟ้าต่าง ๆ มาทำให้เขียวขึ้น ด้วยการทำโครงสร้างฟาร์มแนวตั้งขึ้นมาติดบนผนังตึกด้านนอก



บ้านซ้อนชั้น


บ้านซ้อนชั้น

Stacked Houses Apartment , Manhattan
สถาปนิก : Jacques Herzog และ Pierre de Meuron


         บ้านซ้อนชั้นกันเป็นตึกระฟ้า แบบนี้ได้มีแนวความคิดออกมานานแล้ว และออกมาเรื่อยๆ แต่ด้วยลักษณะ และวิธีการที่แตกต่างกันออกไป ตามแนวทางการออกแบบแต่ละยุคสมัย ล่าสุด สถาปนิกสวิส Jacques Herzog และ Pierre de Meuron เจ้าของผลงานสนามรังนก ในจีน ได้ออกแบบตึกระฟ้าในนิวยอร์ค ด้วยรูปแบบบ้านซ้อนชั้นอีกแล้ว



          การซ้อนชั้นนั้น ขอให้จินตนาการภาพของบ้านที่มีแบบแปลนไม่เหมือนกัน เอามาเรียงตั้งซ้อนกันขึ้นไปเรื่อยๆ ต่างจากตึกระฟ้า หรือคอนโดฯทั่วไป ที่มีแบบแปลนเหมือนๆกันทุกชั้น



           ในแนวทางของเขาล่าสุด ก็เป็นแนวทางแบบโมเดิร์น เน้นความโปร่งด้วยกระจก ให้ดูโล่งกว้าง ชมวิวเมืองได้อย่างเต็มที่ แถมด้วยระเบียงยื่นยาว (น่ากระโดด !) และซ่อนโครงสร้างหลักของอาคาร (ตรงกันข้ามกับสนามรังนก ที่โชว์โครงสร้างหลักของอาคาร)







          ด้านหน้าอาคาร จัดวางงานประติมากรรรม stainless steel ขนาดใหญ่ของ Anish Kapoor ที่มีรูปลักษณ์คล้ายบอลลูนขนาดใหญ่ 



              อาคารนี้ มีความสูง 57 ชั้น ประกอบด้วยอพาร์ทเม้นท์ 145 หน่วย มูลค่าโครงการ 650 ล้านดอลล์ โดยสถาปนิก ออกแบบแปลน แต่ละชั้นแตกต่างกันไป ทั้งขนาด การจัดวางผัง และโครงการยังประกอบด้วย Lobby ประดับหินแกรนิตดำสูง 18 ฟุต สระว่ายน้ำยาว 75 ฟุต และ fitness center เป็นต้น ราคาขายตั้งแต่ 3.5 ล้านเหรียญ ไปจนถึง 33 ล้านเหรียญ ก็เลือกซื้อเอากันตามกำลังทรัพย์ก็แล้วกัน


ข้อมูลจาก : english.pravda.ru
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=travelaround&group=24&page=3

โครงการอภิมหายักษ์ : crystal island Moscow


โครงการอภิมหายักษ์ : crystal island Moscow


         ประเทศรัสเซียเดี๋ยวนี้ ล้างภาพจากประเทศสังคมนิยม ยากจน ล้าสมัย เศรษฐกิจตกต่ำ ได้ในเวลาอ้นรวดเร็วในยุคของ ท่านปูติน กลายเป็นประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว มีเศรษฐีเกิดใหม่มากมาย ตามการเติบโตอย่างเร่าร้อนของจีน และอินเดีย การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในมอสโคว์ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เส้นขอบฟ้าของมอสโคว์ เริ่มมีอาคารสูงขึ้นมาประดับอยู่เรื่อยๆ



            ล่าสุด ได้ประกาศตัวโครงการ crystal island ที่จะกลายเป็นอาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง Sir Norman Foster โดยมีจำนวนพื้นที่ก่อสร้างทั้งหมด 27 ล้านตารางฟุต (หรือ 2,503,000 ตารางเมตร ใหญ่เป็น 4 เท่าของอาคาร Pentagon ใน Washington DC) อาคารรูปทรงจอมแห นี้มีคำนิยามว่า "city within a building" ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 5 ปีเท่านั้น






               อาคารขนาดความสูง 1500 ฟุต นี้ จะประกอบไปด้วย อพาร์ทเม้นท์ 900 หน่วย โรงแรมขนาด 3000 ห้อง ส่วนสำนักงาน ขนาด 75,000 ตารางเมตร โรงเรียนนานาชาติ ขนาด 500 คน โรงภาพยนต์ ศูนย์กีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกเพียบ ดังนั้นที่ขาดไม่ได้คือ ที่จอดรถใต้ดินจำนวน 16,500 คัน และสำหรับนักท่องเที่ยว ที่ขาดไม่ได้สำหรับตึกสูงทั้งหลาย คือจุดชมวิวเมือง ที่ระดับความสูง 980 ฟุต






           อาคารใหม่ๆทั้งหลาย ยังมีสิ่งที่นิยมกันในปัจจุบัน คือแนวทางแบบยั่งยืน ที่กลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของอาคารในอนาคตทั้งหลาย ผนังอาคารภายนอกจึงมีการติดตั้งแผง solar , กังหันพลังลมสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า , การระบายอากาศแบบธรรมชาติ , การออกแบบส่วนผนังให้ควบคุมได้ทั้งแสงสว่างธรรมชาติสามารถผ่านทะลุเข้าไปถึงส่วนกลางของอาคาร และปิดกั้นอากาศหนาว ในช่วงฤดูหนาว แต่ก็สามารถระบายอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาคารใหญ่ๆขนาดนี้ ถ้าไม่ทำเรื่องดังกล่าว ก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงมากๆ จนไม่คุ้มกับการใช้งาน จะกลายเป็นเพียงแค่อาคารในฝันไป การใช้ระบบดังกล่าว จึงทำให้โครงการสามารถพัฒนาสู่ความเป็นจริงได้ ในระยะเวลารวดเร็ว และผมเชื่อว่า เมื่อโครงการสร้างเสร็จ ก็จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปเยือน เมื่อไปถึงมอสโคว์





            แล้วก็ย้อนมาเหน็บเรื่องเมืองไทยเราสักหน่อย ที่ได้แต่โปรโมทการท่องเที่ยวโดยอาศัยบุญเก่า คนไทยเองยังไม่ค่อยอยากเที่ยวเลย จะชักชวนคนอื่นมาเที่ยว พอเหลียวดูรอบๆบ้าน เขาสร้างสถานที่ท่องเที่ยวแข่งกันโครมคราม เราอยู่เฉยๆ ก็เหมือนถอยหลังลงคลอง จนคนอื่นแซงหน้าไปหมดแล้ว รมต.ท่องเที่ยวคนไหน จะมีวิสัยทัศน์ ที่สู้คนอื่นได้บ้าง…. อยากได้มากๆ!!!


ข้อมูลจาก
http://www.mdolla.com/2008/01/75-million-dollares-for-house.html&h=405&w=640&sz=46&hl=th
ภาพจาก Foster + Partners

คอนโดหุบผา | Cliff Dwellings


คอนโดฯหุบผา | Cliff Dwellings
คอนโดฯหุบผา | Cliff Dwellings


Co-Op Canyon: Ecotopia Inspired by Anasazi Cliff Dwellings

           โปรเจค คอนโดฯหุบผา แห่งนี้ เป็นโครงการที่สถาปนิก ได้รับแรงบันดาลใจ มาจาก หมู่บ้านอินเดียนแดงในหุบเขาของชาว Anasazi Indians แล้วได้นำเอาแนวความคิดของที่อยู่อาศัย ที่เกาะไปตามไหล่ผาของหุบเขานั้นเอง มาสร้างเป็นคอนโดฯในเมือง ที่หาทางเลียนแบบ ให้ได้ความรู้สึกของธรรมชาติ แทนที่อาคารแข็งๆ ทื่อๆ ในเมือง ที่แออัดยัดเยียด





            โครงการนี้ เป็นการประกวดแบบ Re:Vision Dallas ที่ออกแบบเข้าแข่งขันโดยทีมสถาปนิก Standard ใน LA โดยนำเอาแนวความคิดของ Green & sustainable architecture มาใช้ กับโครงการนี้ โดยมุ่งให้กลุ่มอาคารนี้ อยู่ได้อย่างยั่งยืน ด้วยตัวเอง นอกจากรูปแบบที่สร้างล้อเลียนแบบธรรมชาติ เช่น การจัดเก็บน้ำฝนไว้ใช้เอง พลังไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และการเกษตรกรรมสำหรับเลี้ยงชุมชน ขนาด 1000 คน แห่งนี้




          ชาว Anasazi Indians นั้น นอกจากจะเป็นอินเดียนแดง ที่มีวิถีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ อย่างอินเดียนแดงทั่วไปแล้ว ที่อยู่อาศัยของพวกเขา กลับแตกต่างจากอินเดียนแดงเผ่าอื่นๆ ที่อยู่ตามที่ราบ ที่มีกระโจมทรงกรวยสามเหลี่ยมคว่ำ เป็นที่พัก พวกเขาสร้างที่อยู่อาศัยเกาะ เรียงรายไปตามขอบผาของหุบเขา เป็นขั้นๆ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างแนบแน่น แต่ก็ไม่ได้ขุดเจาะเข้าไปเป็นถ้ำ แบบที่อื่นๆ โดยอาศัยหุบเขาข้างล่าง เป็นที่เพาะปลูกพืชผักผลไม้ สำหรับพวกพ้อง และค้าขายแลกเปลี่ยนเป็นสินค้า กับชุมชนเผ่าอื่นๆ แต่ละครอบครัวยังทำสวนและสนามสวนตัว ของแต่ละครอบครัวอีกด้วย




           โครงการนี้ จึงได้คิดจัดตั้งให้เป็นรูปแบบของสหกรณ์ เพื่อการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ที่มีกิจกรรมร่วมกัน มากกว่าการอยู่ร่วมตึกแบบคอนโดฯในสมัยนี้ ที่ต่างคนต่างอยู่ ไม่รู้จักกัน สหกรณ์จึงจะเป็นศูนย์กลางของการผลิตอาหาร มีครัวกลาง มีที่ส่วนกลางสำหรับการพักผ่อน รับเลี้ยงเด็ก ฟิตเนส และร้านค้าย่อย




              โครงการ แม้จะมีขนาดใหญ่โตขนาดนี้ แต่การออกแบบคาดหวังให้เป็นอาคารแบบ zero carbon ไม่สร้างมลภาวะ ไม่มีน้ำเสีย ผลิตพลังงานสีเขียวใช้เอง และการก่อสร้างยังต้องลดการทิ้งวัสดุเหลือใช้ ให้ได้ถึง 75 % ทีเดียว



            ฟังดูแล้ว ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงได้ ในอนาคตอันใกล้หรือไม่ แต่อย่างไร โครงการก็คงไม่ใช่แค่การฝันเฟื่อง ของคนบางกลุ่ม แต่น่าจะเป็นการจุดประกายความคิด ไปสู่คนทั่วไป ให้เข้าใจเรื่องของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และรักษาสมดุลของโลก ให้รอดพ้นวิกฤติของโลกร้อน ได้ในเร็ววัน



ข้อมูลจาก inhabitat โดย Bridgette Meinhold
http://www.inhabitat.com/2009/06/08/revision-dallas-honorable-mention-inspired-by-anasazi-indians/#more-32847

รีสอร์ทหยดน้ำ : Water Droplet Resort

รีสอร์ทหยดน้ำ : Water Droplet Resort
Water Building Resort 

        รีสอร์ทแบบนี้ อาจจะดูล้ำสมัยไปหน่อย ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจาก รีสอร์ทในรูปแบบธรรมชาติทั้งหลาย อย่างสิ้นเชิง เพราะมันเป็นโครงการในฝัน ที่สถาปนิก มักจะชอบทำงานแบบล้ำหน้า หรือในอนาคต ที่นำเอาปัญหาในปัจจุบัน มาตั้งโจทย์ แก้ปัญหาในอนาคต เช่นหนังในแนว si-fi ทั้งหลาย 






            โครงการนี้ มีแนวคิดที่จะผลิตน้ำจากอากาศ โดยพลังแสงอาทิตย์ และเพื่อให้สอดรับกับไอเดียดังกล่าว ก็เอาตัว “หยดน้ำ” มาเป็นรูปแบบของอาคารเสียเลย หลักการก็ง่ายๆ คือมีเครื่องมือที่เปลี่ยนความชื้นในอากาศ มาเป็นน้ำบริสุทธิ์ และยังสามารถรีไซเคิลน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้อีกด้วย










         รีสอร์ทนี้ จึงเหมาะที่จะไปตั้งอยู่ในบริเวณชายฝั่งที่มีความอบอุ่น และความชื้นสูง ในอาคารนี้นอกจากห้องพักแนวอวกาศและ aquarium ใต้น้ำแล้ว ก็ยังมีร้านอาหาร ห้องออกกำลังกาย ห้องจัดแสดงงาน สปา และห้องประชุมสัมมนา ที่ทั้งหมด ตกแต่งในแนวทางที่เป็น “น้ำ” ทั้งสิ้น 



ข้อมูลจาก inhabitat โดย Alexandra Kain 
http://www.inhabitat.com/2009/06/10/water-building-resort-will-convert-air-into-purified-water/#more-32838 

ตึกพลังงานแสงอาทิตย์


        แสงสว่างที่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ปรากฎอยู่บนตึกสูงระฟ้า ที่เป็นสถาปัตยกรรม ที่ได้รับรางวัลในการออกแบบดีไซน์





       ในอนาคตตึกสูงระฟ้า จะมีกลไกเพิ่มขึ้นในด้านการสู้กับแรงต้านกระแสลม     การให้ร่มเงาของตึงเพื่อป้องกันแสงแดดจากภายนอก    และการจัดหาที่ระบายอากาศเพื่อให้ได้รับอากาศจากธรรมชาติ  ยังมีดิสเพลย์มัลติมีเดียโฆษณาขนาดใหญ่อีกด้วย




       ในส่วนของการทำงานของเจ้าตึกนี้เห็นจะมีแบ่งออกเป็น 3 อย่างคือเป็นที่ตั้งของออฟฟิตที่อยู่ในส่วนชั้นบน  อีกส่วนเป็นส่วนกลางไว้เป็นพื้นที่สาธารณะ และส่วนสุดท้ายเป็นศูนย์กลางเป็นที่สำหรับการสัมมนา พูดคุย   พร้อมชมสวนสีเขียวขจี




       การดีไซน์อยู่เรื่อยๆ ดีไซน์ออกนอกกรอบที่วางไว้ อาจจะสามารถช่วยในการควบคุมหรือดูแลสภาพอากาศของเราและพลังงานจากส่วนต่างๆ เช่นพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม 

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

Sity แนวคิด เซี่ยงไฮ้ ในอนาคต

         Ravel mthai พาสัมผัสสถาปัตยกรรมแห่งอนาคต ในการแข่งขันประกวดแนวคิด “คิดใหม่ เซี่ยงไฮ้ 2012″ ด้วยคอนเซ็ปต์ Sity นำเสนอความทันสมัยของ เซี่ยงไฮ้  ด้วยการผุด ตึกมังกรยักษ์ สุดล้ำผงาดกลางกรุง เป็นจุดโฟกัสอันทรงพลัง ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรอบด้าน สร้างสรรค์โดย บริษัท Sonik Module แห่งบัลกาเรีย บนพื้นฐานของการมองไปข้างหน้าและย้อนกลับมามองอดีต เป็นการสร้างวิสัยทัศน์ใหม่และสร้างสมดุลให้กับ Sity แนวคิด เซี่ยงไฮ้ ในอนาคต


              Sity แนวคิด เซี่ยงไฮ้ ในอนาคต เป็นส่วนหนึ่งในผลงานการนำเสนอภาพลักษณ์อันทันสมัย สร้างสถาปัตยกรรมแบบยั่งยืน ตลอดแนวคลองซูโจว เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ให้กลายเป็นจุดสำคัญ ประสานช่องว่างระหว่าง จีนเก่า และ จีนใหม่ ส่งเสริมความน่าอยู่และเมืองท่องเที่ยวสุดล้ำ ด้วยการตอกย้ำภาพเมืองแห่งแดนมังกร ผ่านโครงสร้างตึกอันคดเคี้ยว ความสูง 60 ชั้น


        มังกร คือ แรงบันดาลใจของโครงสร้างตึก Sity แนวคิด เซี่ยงไฮ้ ในอนาคต เพราะมังกรถือเป็นสัญลักษณ์แห่งประเทศจีน และเป็นสัตว์สุดทรงพลังอำนาจในตำนาน ที่ชาวจีนมีความเชื่อกันมาแต่ครั้งโบราณกาล


การลำดับโครงสร้างตึก จาก มังกร ของ Sity แนวคิด เซี่ยงไฮ้ ในอนาคต



          
            ตึก Sity แนวคิด เซี่ยงไฮ้ ในอนาคต จะเป็นทั้งอาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัย พาดผ่านสวนสาธาณะและลำคลองซึ่งจะเนรมิตขึ้นเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมอันร่มรื่น การเดินทางทำได้ทั้งทางรถ ทางเรือ และรถไฟใต้ดิน เห็นหน้าตาภายนอกแบบนี้ ภายในนั้นยากจะจินตนาการจริงๆ








Shanghai City, Super City, Spiral City, และ Structure คำนิยามต่างๆ ที่ผสานให้เกิดเป็น Sity แนวคิด เซี่ยงไฮ้ ในอนาคต
ที่มา : www.gizmag.com  เรียบเรียง : travel.mthai.com


วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

       Flying Cities ออกแบบโดย Vincent Callebaut สถาปนิกชาวเบลเยี่ยมหัวใส จินตนาการเมืองในอนาคต "Hydrogenase" ซึ่งเป็นเหมืองเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพ ฮีเลียม และไฮโดรเจนเป็นต้น กังหันลม และเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นคอนเซปต์ที่ทำให้ไม่ต้องเสียที่ดีที่จำเป็นสำหรับพีช และป่า
พลังจาก ฟาร์มที่มีสาหร่ายสีเขียวขนาดเล็ก ซึ่งจะผลิตพลังงานไบโอดีเซล ประมาณ 1,000 ลิตร ต่อไฮโดรเจน 330 กรัมของคลอโรฟิลล์ในหนึ่งวัน

      สถาปนิกต้องการเสนอวิธีการใหม่ของการเดินทางซึ่งช้ากว่าเครื่องบิน แต่เร็วกว่ารถยนต์ และเรือ ซึ่งมะนบินที่สูง 2,000 เมตร และสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 200 ตัน ที่ 175 กม./ชม.
      
โครงสร้างประกอบไปด้วยส่วนตัวอาคารที่ลอยอยู่ และส่วนฐาน อาคารที่ลอยอยู่จะมีแกนเกรียวที่มีกังหันลมบิดไปตามโครงสร้างที่สูง 400 เมตร ซึ่งแบ่งการใช้งานออกเป็น 4 ส่วน คือ ที่อยู่อาศัย สำนักงาน ห้องปฏิบัติการ และสถานบันเทิง



บ้านในอนาคต

บ้านสุดล้ำแห่งอนาคตจากดิสนีแลนด์
ตั้งแต่ปี 1967 ดิสนีย์ให้กำเนิดคอนเซ็ปต์ "House of the Future" หรือบ้านแห่งอนาคต จากการจัดนิทรรศการโชว์ เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าสมัยในยุคนั้น …




ล่าสุดดิสนีย์แลนด์ขยับตัวอีกครั้ง โดยวางแผนที่จะสร้าง "House of the Future" เวอร์ชั่นใหม่ ในบริเวณสวนสาธารณะ Tomorrowland ที่ดิสนีย์แลนด์ รีสอร์ต แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยในครั้งนี้ทุ่มงบฯลงทุนกว่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมจับมือยักษ์ใหญ่แถวหน้าของวงการไอที ไม่ว่าจะเป็นไมโครซอฟท์, ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (เอชพี), ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ LifeWare และผู้รับสร้างบ้าน Taylor Morrison เพื่อนำนวัตกรรมเทคโนโลยีเทรนด์ใหม่ล่าสุดในศตวรรษที่ 21 มาจัดแสดง โดยคาดว่าจะเปิดให้เข้าชมได้ช่วงเดือนพฤษภาคมปีนี้

House of the Future ใหม่ มีพื้นที่ประมาณ 5,000 ตารางฟุต มองผิวเผินภายนอกลักษณะเหมือนบ้านที่อยู่ตามชนบททั่วไป ทำจากไม้และเหล็ก แต่ภายในจะแสดงเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรือแม้แต่ระบบทัชสกรีนที่ทันสมัยและสอดคล้องกับชีวิตประจำวันของคน อาทิ ระบบไฟฟ้าหรือเครื่องควบคุมความร้อนซึ่งจะเปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้งานก้าวเข้า-ออกห้องต่างๆ กระจกและตู้เสื้อผ้าสามารถแยกแยะเสื้อผ้าหรือแนะนำชุดที่ควรใส่เพื่อให้เหมาะกับงานต่างๆ เลือกสีชุดให้เข้ากันหรือสามารถบอกได้ว่าเสื้อผ้าชุดใดกำลังส่งซักอยู่

แหมถ้าบ้านในอนาคตมันแพงขนาดนี้ขออยู่รูหนูของเราต่อไปก่อนละกันอ่ะ
ที่มา 
บ้านล่องสมุทร : Floating Home

บ้านล่องสมุทร : Trilobis 65 Floating Home


           ผมนำเสนอบ้านแบบต่างๆ ในแนวทางอนุรักษ์นิยมและเศรษฐกิจพอเพียงมาพอสมควร เพราะต้องการให้เกิดค่านิยมใหม่ ในการสร้างที่อยู่อาศัย ให้มีความน่าอยู่ เป็นบ้าน ไม่ใช่ความหรูหรา ความใหญ่โต หรือสร้างเป็นอนุสรณ์ของครอบครัว แต่ไม่น่าอยู่ น่าจะเป็นวังหรือพิพิธภัณฑ์ เสียมากกว่า 


         ในตอนนี้ มานำเสนอเรื่องของบ้านลอยน้ำ ที่มีรูปแบบตรงกันข้าม ก็ไม่ได้ต้องการให้เปลี่ยนแนวความคิด หรือค่านิยมตามนะครับ มานำเสนอในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี่และการออกแบบมากกว่า ให้ดูจินตนาการของเขา ประดับความรู้เท่านั้น เพราะเรื่องนี้เคยเขียนไว้ในเรื่อง บ้านแบบยั่งยืนแล้วว่าแนวทางบ้านอนาคตนั้นพัฒนาไปได้ 2 ปีก คือแบบก้าวหน้าล้ำสมัย (แต่ไม่ยั่งยืน) และแบบหวนคืนสู่ธรรมชาติแบบยั่งยืน ซึ่งเหมาะกับเรามากกว่าแต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะต้องปฏิเสธการรับรู้เรื่องของเทคโนโลยี่ ความก้าวหน้าไปเสียทั้งหมด เรามาดูบ้านลอยน้ำกันเลยดีกว่า






          บ้านลอยน้ำนี้ออกแบบให้เป็นบ้านที่ลอยน้ำอยู่ในทะเล แต่ก็มีส่วนที่อยู่ในน้ำด้วย เพราะของที่ลอยน้ำทั้งหลาย ย่อมมีส่วนหนึ่งที่อยู่ใต้น้ำตามน้ำหนักของมัน ดังนั้นเขาก็ออกแบบส่วนใต้น้ำให้เป็นประโยชน์ด้วยทั้งหมด โดยนาย Giancarlo Zema สถาปนิกทางเรือชาวอิตาลี ได้ออกแบบบ้านลอยน้ำ ขนาดความยาว 20 เมตร ความกว้าง 13 เมตร สำหรับครอบครัว 6 คน โดยที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน พึ่งตนเองได้ และไม่สร้างมลภาวะให้กับสภาพแวดล้อม แต่สามารถลอยไปอยู่ที่ไหนก็ได้ทั่งท้องมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ โดยชื่อ Trilobis นี้ ได้ตั้งชื่อมาจากสัตว์โบราณตัวเล็กๆชื่อ Trilobiti ที่อาศัยอยู่ในทะเลมาตั้งแต่เมื่อ 500 ล้านปีที่แล้วมา ตัวบ้านลอยน้ำออกแบบเป็นทรงรีคล้ายไข่ไก่ ให้เหมือนเกาะลอยน้ำ สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วสูงสุด 7 น๊อต (เป็นเหมือนเรือยอชท์และเรือดำน้ำผสมกัน) โดยมีแหล่งพลังงานถึง 4 ประเภทคือ เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเยน พลังแสงอาทิตย์ พลังลม และดีเซล



          ตัวบ้านมี 4 ระดับโดยมีบันใดเวียนอยู่ตรงกลาง ชั้นบนสุดอยู่สูง 3.5 เมตร จากระดับน้ำทะเล (บ้านบนดิน เราวัดระดับสูงจากพื้น พออยู่ในน้ำเราก็เอาระดับน้ำมาเป็นเกณฑ์ เช่นกัน) ชั้นที่ 2 อยู่ในระดับ 1.4 เมตร เป็นส่วนที่ใช้เป็นทางเข้าออก ส่วนที่ใช้งานตอนกลางวันได้แก่ส่วนนั่งเล่น ทานอาหาร ครัวและส่วนบริการต่างๆ ส่วนด้านบนของบ้านจะดูเหมือนเป็นกระจกใสชมวิว แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นกระจกสองชั้นที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ (electrolyte material) คือเปลี่ยนพลังงานความร้อนของแดดที่ส่องผ่านเข้ามาในส่วนนี้ ชั้นที่สาม จะอยู่ที่ระดับ 0.8 เมตร ใต้ระดับน้ำทะเล เป็นส่วนที่ใช้งานในช่วงกลางคืน คือห้องนอนเป็นหลัก 4 ห้องนอน ห้องนอนคู่ 2 ห้องและห้องนอนเดี่ยว 2 ห้องพร้อมห้องน้ำในตัว ซึ่งแน่นอนว่า เมื่ออยู่ใต้ระดับน้ำแล้ว เรื่องอากาศหายใจ ก็จำเป็นต้องมีเครื่องมือช่วยในการระบาย ถ่ายเทอากาศ ไม่สามารถปล่อยตามธรรมชาติได้ ชั้นล่างสุด อยู่ใต้ระดับน้ำ 3 เมตร ออกแบบเป็นหอสังเกตการณ์ใต้น้ำ เป็นกระจกใสโดยรอบ และเป็นส่วนที่เป็นแหล่งพลังงาน ประกอบด้วยมอเตอร์ขนาด 300 แรงม้า 2 ตัว ขับเคลื่อนด้วยเซลล์ไฮโดรเยน ซึ่งมีจำนวนจำกัด (ไม่ถึงกับจะแล่นข้ามมหาสมุทรไปไกลๆได้ แต่สามารถเคลื่อนย้ายตำแหน่งที่ตั้งเพื่อไปสังเกตการณ์ความเปลี่ยนแปลงของท้องทะเลหรือแนวปะการัง บริเวณริมฝั่งทะเลได้ 









         ภาพแสดงระบบพลังงานทั้ง 4 แหล่งที่นำมาใช้

        นอกจากบ้านลอยน้ำนี้แล้ว สถาปนิกยังได้ออกแบบเกาะลอยสำหรับเป็นท่าเทียบสำหรับบ้านลอยน้ำนี้อีกด้วย เพื่อบริการหลังการขายได้ครบวงจรเลยทีเดียว ใครสนใจอยากได้ก็เตรียมเงินไว้สัก 130-165 ล้านบาท ไว้รอซื้อได้เลย ไม่แพงจริงๆ คริ คริ 



TraveLArounD

ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ 1300 เรื่องแล้ว 

ส่วนท่านที่ชอบเพลง background ผมได้รวบรวมเพลงไพเราะ เพลงรัก romantic และเพลงซึ้งๆ ที่หาฟังได้ยากในสมัยนี้ ไว้หลายชุด สนใจ email ติดต่อมาได้ครับที่ nana_sara1000@ymail.com

หลังจากที่ home’s lover club ที่ ning.com ต้องปิดลงไปเพราะเขาคิดค่าใช้จ่าย จึงจำต้องย้ายที่ ตอนนี้ผมเริ่มรวบรวมภาพต่างๆ ที่เกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน การจัดสวน และที่ยังไม่ได้เอามาเขียน มารวบรวมไว้ที่ facebook ถ้าใครสนใจก็เข้าไปดูได้นะครับ ที่ http://www.facebook.com/reqs.php#!/nanasara1000?v=photos

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส 

เรื่องและภาพจาก 
http://www.sub-find.com/trilobis65.htm
และ Popular Mechanics November 2002ที่มาww.bloggang.com/viewblog.php?id=travelaround&date=16-01-2008&group=16&gblog=19

Sports Facility Strijp / LIAG architects

 LIAG architects
Architects: LIAG architects
Location: , The Netherlands
Design Team: Erik Schotte, Thomas Bögl, Bruce Kee, Carina Nørregaard, Martin Pasman, Arie Aalbers and Hong Siem
Project Year: 2012
Project Area: 4489.0 sqm
Photographs: Vulkers Fotografie
Project Area: 4489.0 m2


          สปอร์ตคอมเพล็กซ์ที่ออกแบบโดย LIAG ตั้งเพื่อให้ผลงานอย่างต่อเนื่องเพื่อคุณภาพชีวิตในพื้นที่ Strijp จาก Eindhovenลักษณะที่น่าสนใจที่สร้างขึ้นโดย multicolouredness และความสนุกสนานของการออกแบบที่ทำให้อาคารทั้งโดดเด่นและน่าดึงดูดใจ  สปอร์ตคอมเพล็กซ์จะรวมอยู่ในเว็บไซต์โดยถูกล้อมรอบส่วนหนึ่งในบรรยากาศสบาย ๆ Green Hill นี้จะช่วยให้การสร้างระดับของมนุษย์







อัปเดตข้อมูล จาก archdaily.com เมื่อวันที่ 23/07/2555 

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555